หน้าแรก บทความ การศึกษาของผู้ต้องขัง ทฤษฎีภาวะผู้นำ

PostHeaderIcon ทฤษฎีภาวะผู้นำ

“ผู้นำ” ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มทางสังคมทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มขนาดเล็ก เช่น ครอบครัว/ชุมชน ที่เรียกว่า “กลุ่มปฐมภูมิ” หรือกลุ่มขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “กลุ่มทุติยภูมิ” ที่มีลักษณะความสัมพันธ์แบบเป็นทางการหรือชิงสถาบัน เนื่องจากผู้นำ มักจะมีอิทธิพลสูงในการกำหนดป้าหมาย ทิศทาง ตลอดจนวิธีการปฏิบัติในการดำเนินการของกลุ่มต่างๆ ในองค์กรขนาดใหญ่ จึงมักมีการให้ความสำคัญกับการเลือกสรรผู้นำองค์กรที่มีคุณภาพ และมีแนวโน้มที่จะนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด อย่างไรก็ตาม “ผู้นำ” กับ “ผู้บริหาร” แม้จะใกล้เคียงคาบเกี่ยวกันอยู่ แต่ก็มีนัยยะที่แตกต่างกัน


จากการมองเห็นถึงความสำคัญของ “ผู้นำ” ดังกล่าว การศึกษาเกี่ยวกับ “ภาวะผู้นำ” จึงเป็นสิ่งที่นักวิชาการเป็นจำนวนมากให้ความสนใจ การศึกษาเกี่ยวกับภาวะผู้นำได้เกิดขึ้นมานับเป็นร้อยปีแล้ว จนเกระทั่งเกิดมุมมองหรือความเชื่อที่กลายเป็นทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำมากมายแตกต่างกันไปตามยุคสมัยหรือสถานการณ์ อาจจะแบ่งแนวคิดเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

ทฤษฎีคุณลักษณะผู้นำหรือทฤษฎีอุปนิสัย (Trait Theory)

จะมุ่งไปที่คุณลักษณะส่วนตัวของผู้นำ เช่น บุคลิกลักษณะ ความสามารถ รูปร่างหน้าตา สติปัญญา ความประพฤติหรือวิสัยทัศน์ที่มีเหนือคนอื่น จนได้รับการยอมรับจากสมาชิกให้เป็นผู้นำ

ทฤษฎีสถานการณ์ (Situation Theory)

มุ่งไปที่ “สถานการณ์” มากกว่าลักษณะส่วนบุคคล เห็นว่า สถานการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น จะผลักดันให้บุคคลบางคนต้องแสดงบทบาทผู้นำ หรือต้องพัฒนาลักษณะผู้นำขึ้นมาเพื่อให้กลุ่มสามารถดำเนินต่อไปได้ เช่น กรณีของฮิตเลอร์หรือเหมาเจ๋อตุง เป็นต้น ทฤษฏีนี้ยอมรับความสัมพันธ์ของผู้นำและกลุ่มว่าผู้นำต้องสามารถครองใจผู้คนที่แวดล้อมได้

ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์ (Interaction Theory)

มุ่งไปที่ความเป็นผู้นำที่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างความเป็นผู้นำกับสถานการณ์ ผู้นำจึงมีได้หลายคนหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

หากแบ่งประเภทของผู้นำโดยทั่วไป อาจสรุปได้เป็น 4 แบบด้วยกัน ได้แก่

ผู้นำแบบเสรีนิยม (Laissez-faire leader)

ผู้นำจะปล่อยให้ผู้ร่วมงานหรือผู้ตามตัดสินใจดำเนินการในเรื่องต่างๆได้เอง หรือมอบอำนาจให้ผู้รับผิดชอบดำเนินการได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องรอการตัดสินใจจากผู้บังคับบัญชา

ผู้นำแบบแบบใช้พระคุณ (Charismatic Leadership)

มีพฤติกรรมในลักษณะอ่อนโยน มีความเห็นอกเห็นใจผู้ใต้บังคับบัญชา ใช้หลักคุณธรรมหรือหลักมนุษยสัมพันธ์ในการปฏิบัติตนและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ตามหรือผู้ร่วมงาน

ผู้นำแบบใช้พระเดชหรือเผด็จการ (Autocratic Leader)

เชื่อมั่นตนเอง ชอบสั่งการ ตัดสินใจตามอารมณ์ ผูกขาดการตัดสินใจที่ตัวคนเดียว

ผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic leader)

ถือเอาความคิดของกลุ่มหรือเสียงส่วนใหญ่เป็นหลัก ในการปฏิบัติงาน ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา สร้างสรรค์งาน ซึ่งในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นรูปแบบผู้นำที่ถูกนำมาใช้มากที่สุด

ชลอ ธรรมศิริ และวิจิตร อาวะกุล (อ้างอิงจาก http://board.palungjit.com) ได้เสนอเทคนิคการสร้างมนุษยสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชาไว้ดังนี้
1. รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง ผู้บังคับบัญชาที่ดีควรเป็นผู้ที่ใช้เหตุผลเป็นที่ต้องไม่ใช้อารมณ์ในการพิจารณาเรื่องต่างๆ การตัดสินใจที่ดีควรขึ้นอยู่กับเหตุและผล การได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนอาจทำให้ตัดสินใจหรือวินิจฉัย ผิดพลาดได้ นอกจากนั้นผู้บังคับบัญชาไม่ควรใช้อารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง ชิงชัง หรือเคียดแค้นประกอบการตัดสินใจ เพราะจะทำให้การงานเสียหายได้
2. รู้จักส่งเสริมให้กำลังใจแก้ผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาที่ดีต้องคำนึงถึงความรู้สึกของลูกน้องว่า ต้องการการรับรู้ และการยกย่องจากผู้บังคับบัญชา เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติงาน ดังนั้นผู้บังคับบัญชาควรส่งเสริมกำลังใจ บำรุงรักษาน้ำใจลูกน้อง เพื่อจะได้ทุ่มเททำงานให้อย่างเต็มกำลังความสามารถ ผู้บังคับบัญชาควรรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้กำลังใจ แสดงความเชื่อมั่นไว้วางใจ ไม่จู้จี้จุกจิก เอาใจใส่ความยากลำบากในการทำงานชองลูกน้อง ตลอดจนมีความจริงใจไม่เสแสร้งหรือหลอกไว้ใช้งาน
3. รู้จักยกย่องชมเชยให้บำเหน็จความชอบ การยกย่องชมเชยเป็นการตอบแทนน้ำใจของผู้ใต้บังคับบัญ ชา ดังนั้นผู้บังคับบัญชา ควรชมเชยผู้ใต้บังคับบัญชาในยามที่เหมาะสม เช่น พูดชมเชยเมื่อเขาทำดี, ให้รางวัลเมื่อเขาประสบความสำเร็จ เป็นต้น
4. หลีกเลี่ยงการขู่บังคับ การข่มขู่เป็นการกระทำที่บีบคั้นจิตใจให้เกิดความรู้ สึกคับแค้นกดดันหรือเกิดความกลัวจนไม่อยากทำงานให้ ดังนั้นผู้บังคับบัญชาที่ดีไม่ควรใช้วิธีขู่บังคับตลอดเวลา หากลูกน้องทำความผิด ผู้บังคับบัญชาอาจว่ากล่าวตักเตือนและลงโทษตามระเบียบ แต่ทั้งนี้ควรพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป
5. ชี้แจงความเคลื่อนไหวในวงงานให้ทราบ ผู้บังคับบัญชาควรหมั่นประชุม ชี้แจงนโยบาย วัตถุประสงค์ แผนงานและปัญหาต่างๆ ให้ลูกน้องได้ทราบความเคลื่อนไหวตลอดเวลา เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร ทุกคนจะได้ให้การช่วยเหลือสนับสนุนและแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยกัน ทำให้ทุกคนรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
6. รักษาผลประโยชน์ของผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาที่ดีควรรักษาและต่อสู้เพื่อผลประโยชน ์ของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อสร้างขวัญกำลังใจเป็นการแสดงน้ำใจให้เห็นถึงความหวังดีของผู้บังคับบัญชา ทำให้ลูกน้องรู้สึกชื่นชมยินดี ที่ผู้บังคับบัญชาเอาใจใส่ สนใจปกป้องผลประโยชน์ที่เขาควรจะได้รับ .......



แก้ไขล่าสุด (วันจันทร์ที่ 04 ตุลาคม 2553 เวลา 12:10 น.)