อาชญากรกับทฤษฎีการประทับตรา

          ในสมัยโบราณบางยุค นักโทษที่จะพ้นโทษออกไป ต้องถูกสักที่หน้าผากหรือส่วนสำคัญของร่างกาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงให้คนภายนอกรู้ว่า เขาเคยเป็นนักโทษหรืออาชญากรมาก่อน จะได้มีความระมัดระวัง ตระหนักถึงภัยที่จะมาถึงตัว นั่นคือการตีตราบาปหรือประทับตราในเชิงกายภาพแก่ผู้กระทำผิด ปัจจุบันแม้จะไม่มีการประทับตราแบบนี้หลงเหลืออยู่แล้ว แต่การประทับตราบาปลงบนจิตใจหรือความรู้สึกของผู้กระทำผิดก็ยังคงมีอยู่

 

          ทฤษฎีการประทับตรา (Labeling theory) เป็นแนวคิดหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อแนวทางการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการอาชญวิทยายุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้ว

 

          ที่มาของทฤษฎีนี้ พัฒนามาจากแนวคิดของ Howard S. Becker นักสังคมวิทยาชาวชิคาโก เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทฤษฎีการกระทำตอบโต้ทางสังคม (Social reaction theory) ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ว่า การกระทำใดใดก็ตามที่เรียกว่าเป็น "พฤติกรรมเบี่ยงเบน (deviant behavior)" โดยเนื้อแท้ของมันแล้ว ไม่ได้ขึ้นอยู่หรือผูกติดกับพฤติกรรมนั้นโดยตรง แต่เป็นแนวโน้มที่คนส่วนใหญ่มีการประทับตราในเชิงลบให้กับพฤติกรรมนั้นๆ ที่เขาเห็นว่าผิดแผกแตกต่างไปจากบันทัดฐานที่สังคมคาดหวังหรือต้องการให้เป็น ดังนั้น พฤติกรรมเบี่ยงเบนในมุมมองของทฤษฎีนี้ จึงเน้นไปที่ปฏิกิริยาของสังคมที่มีต่อผู้กระทำผิดมากกว่าเนื้อหาสาระของการกระทำนั้นโดยตรง

 

          แนวคิดดังกล่าวก็พอมีเหตุผลสนับสนุนอยู่ ดังจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมอย่างเดียวกันในสังคมหนึ่งอาจจะเป็นสิ่งผิด ในขณะที่อีกสังคมหนึ่งอาจจะมองว่าเป็นพฤติกรรมปกติ การปล้นคนรวยแล้วนำทรัพย์สินที่ได้ไปช่วยเหลือคนจนของโจรสมัยก่อน แม้จะผิดกฎหมายแต่สังคมก็มองด้วยความชื่นชม เมื่อพ้นโทษออกมาแล้วสังคมก็ยังให้การยอมรับก็มีตัวอย่างอยู่ให้เห็น การฆ่ากันในสนามรบของทหาร ถูกยกย่องว่าเป็นสิ่งมีเกียรติ เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ในขณะที่วัยรุ่นยกพวกตีกันถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมเลวร้าย สตรีมีสามีคราวเดียวกันหลายคนถูกประณามในสังคมทั่วไป แต่ในกลุ่มชนที่ยอมรับวัฒนธรรมการมีครอบครัวแบบเมียเดียวหลายผัวหรือ "polyandry" เช่น ชาวธิเบตบางกลุ่มในเนปาลหรืออินเดีย การกระทำเช่นนั้นก็มิใช่สิงผิดปกติสำหรับพวกเขาเลย สมัยหนึ่ง การสูบฝิ่นถือเป็นพฤติกรรมปกติ แต่ปัจจุบันกลายเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย

 

          Lemert นักทฤษฎีการประทับตราได้แบ่งประเภทของพฤติกรรมเบี่ยงเบนไว้เป็น 2 ประเภท ได้แก่การเบี่ยงเบนชั้นต้นและการเบี่ยงเบนชั้นที่สอง (primary & secondary deviant)  การเบี่ยงเบนชั้นต้น หมายถึง การที่บุคคลได้กระทำความผิดเล็กน้อย สังคมไม่มองว่าเป็นความผิด ผู้กระทาผิดจึงไม่รู้สึกว่าตนเป็นผู้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน เช่น การจอดรถในที่ห้ามจอดในที่ที่การจราจรไม่พลุกพล่าน อาจถูกมองว่าไม่ดีแต่ก็ไม่ถึงกับถูกประณามจนเกินเหตุจากสังคม ความผิดที่ไม่มีผู้รู้เห็น หรือความผิดที่ไม่สามารถเอาผิดได้ ถือว่าเป็นความเบี่ยงเบนขั้นต้น เพราะสังคมยังไม่มีปฏิกิริยาในเชิงลบหรือตีตราว่าเขาเป็นคนเลว การเบี่ยงเบนในชั้นที่ 2 หมายถึงการกระทาความผิดที่สังคมรับรู้และลงโทษเอาผิดกับผู้ที่กระทำ พร้อมทั้งตีตราว่าเป็นพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากบันทัดฐานของสังคมหรือถือว่าบุคคลนั้นเป็นบุคคลอันตรายต่อสังคม

 

          วัยรุ่นคนหนึ่ง เธออาจจะเริ่มต้นชีวิตนักเที่ยวในครั้งแรกด้วยความรู้สึกต้องการผ่อนคลายเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่โชคร้ายที่กลุ่มเพื่อนที่เธอไปเที่ยวด้วยนั้น เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็น "กลุ่มสาวใจแตก" คนในครอบครัวของเธอและเพื่อนบ้านใกล้เคียง ต่างพากันตราหน้าเธอว่าเริ่มจะเป็นสาวใจแตก การเที่ยวในครั้งต่อมา อาจเป็นพฤติกรรมเพียงเพื่อประชดประชันคนในครอบครัวหรือเพื่อนบ้าน แต่ปฏิกิริยาตอบโต้จากครอบครัวและเพื่อนบ้านของเธอจะเริ่มรุนแรงเป็นทวีคูณและชัดเจนยิ่งขึ้น จนเธอเกิดความรู้สึกว่าพวกเขาไม่เข้าใจเธอและมีอคติกับเธอเกินไป เกิดความรู้สึกไร้ค่า และท้ายที่สุด การถูกมองในแง่ลบตลอดเวลา ก็จะเป็นสาเหตุให้เธอไม่มีทางเลือกและต้องตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มเพื่อนนักเที่ยวอย่างถาวร ชาชินกับพฤติกรรมที่ถูกมองว่าผิด และยอมรับการเป็น "สาวใจแตก" ของตนเองอย่างเต็มตัว

 

          ผู้ชายบางคน เมื่อเกิดความเครียดจากพฤติกรรมบางอย่างจากภรรยาของตน อาจแอบไปคบหามีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นเพื่อความผ่อนคลายเป็นบางครั้งในฐานะ "กิ๊ก" โดยไม่ได้คิดจริงจังกับหล่อนมากนัก แรกๆ อาจรู้สึกสับสน อึดอัดใจ เกิดความวิตกกังวล เกรงจะถูกภรรยายหรือเพื่อนที่ทำงานจับได้และถูกประณามว่าเป็นคนเจ้าชู้ จิตใจโลเล ไม่ซื่้อสัตย์ต่อครอบครัว แต่โชคร้าย เขาถูกภรรยาจับได้ เรื่องของเขาถูกแพร่กระจายไปจากปากสู่ปากจนรู้กันไปทั่ว แม้เขาจะพยายามอธิบายอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อถือหรือสนใจต่อเหตุผลของเขา ในที่สุดเขาก็ต้องเลิกสนใจความรู้สึกของคนอื่น ปรับความรู้สึก ยอมรับสภาพการเป็น "คนเจ้าชู้" ไปโดยปริยาย และยกฐานะผู้หญิงคนนั้นจาก "กิ๊ก" เป็นภรรยาน้อยอย่างเปิดเผย  

  

           สำหรับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นอาชญากรก็เช่นกัน ในเบื้องต้นเขาอาจจะไม่มีความรู้สึกว่าตนเองเป็นอาชญากร  บางคนต้องคดีฆ่าคนตายเนื่องจากบันดาลโทสะ ถูกเหยื่อดูถูกเหยียดหยามและไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ อารมณ์ชั่ววูบพลิกผันชีวิตของเขาจากการเป็นคนปกติไปสู่การเป็นนักโทษในเรือนจำ  การเรียนรู้และจิตวิญญาณของความเป็นอาชญากรจะค่อยๆเพิ่มขึ้นตามลำดับขณะอยู่ในคุก เขาต้องคบหาใกล้ชิดสนิทสนมกับอาชญากรตัวจริง เพื่อนทุกคนต่างก็รับรู้ตรงกันว่าเขาคืออาชญากรฆ่าคนตาย เมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว ทัศนคติในเชิงลบของสังคม เหตุผลการไม่รับเข้าทำงานของนายจ้าง ความหวาดระแวงของคนรอบข้าง สายตาของเพื่อนบ้านที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต จะเป็นเครื่องมือตอกย้ำในการประทับตราอาชญากรให้กับเขาได้เป็นอย่างดี ในที่สุด เขาก็หมดทางเลือก เกิดความรู้สึกต่อต้านสังคม ยอมรับอย่างแท้จริงว่าตัวเองคืออาชญากรเต็มตัว กล้าที่จะเข้าสู่วงการอาชญากรและพร้อมที่ก่ออาชญากรรมอื่นๆได้อีก นั่นคือนัยยะของสิ่งที่ Backer กล่าวว่า "สังคมคือผู้สร้างอาชญากร"

ทฤษฎีการประทับตราพยายามชี้ให้เห็นว่าสังคมนั้นมีส่วนทำให้บุคคลกลายเป็นผู้กระทำความผิดซํ้า เพราะไม่เปิดโอกาสให้คนแก้ตัว บางครั้งคนมีอำนาจกระทำผิดก็ไม่ถูกลงโทษ ในขณะที่บางคนทำผิดเล็กน้อยก็ถูกลงโทษอย่างรุนแรง ซึ่งก็ได้รับการยอมรับเป็นอย่างกว้างขวาง มีการนำไปประยุกต์พัฒนาต่อยอดทั้งในด้านสังคมวิทยา อาชญวิทยาและจิตวิทยา อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ก็ถูกวิพากวิจารณ์อยู่ไม่น้อย โดยเห็นว่าแนวทฤษฎีนี้ ไม่ได้มีการนำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาพฤติกรรมเบี่ยงเบนอย่างเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร นอกจากจะแสดงความเห็นอกเห็นใจคนด้อยโอกาสในสังคมที่มักตกเป็นอาชญากรเท่านั้น แต่ถึงกระนั้น ทฤษฎีการประทับตรามีประโยชน์ต่อวงการอาชญวิทยามาก เพราะได้มีการนำแนวคิดไปปรับใช้ในการแก้ไขผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะความผิดเล็กน้อยหรือความผิดครั้งแรกที่ไม่ร้ายแรง โดยให้บุคคลเหล่านี้ได้มีโอกาสแก้ตัว ในลักษณะการพิพากษาให้รอลงอาญาหรือการคุมประพฤติ แม้ผู้ที่ถูกตัดสินจำคุกไปแล้วระยะหนึ่ง เมื่อมีความประพฤติดี มีพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่าสำนึกตระหนักในการกระทำผิดก็มีการลดโทษให้ หรือพักการลงโทษ ปล่อยตัวก่อนกำหนดพ้นโทษจริงตามคำพิพากษาขอศาล รัฐบาลเองก็มีแนวนโยบายในการพัฒนาฝึกฝนอบรมผู้กระทำผิดทั้งในด้านความรู้ ความคิดและจิตสำนึก ให้เกิดการเรียนรู้ในสิ่งที่ดี ลดการประทับตราของสังคม ซึ่งจะทำให้เขาสามารถปรับปรุงตัวและกลับเข้าสู่สังคมได้ตามปกติ ไม่ถลำลึกยอมรับตัวเองว่าเป็นอาชญากรโดยสันดานและสิ้นหาทางที่จะเลือกเดินต่อไปในวันข้างหน้า… 

{jcomments on}

 

 

Home » อาชญากรกับทฤษฎีการประทับตรา

Like this article?