วัน: 30 ธันวาคม 2011

อาชญากรกับทฤษฎีการประทับตรา

          ในสมัยโบราณบางยุค นักโทษที่จะพ้นโทษออกไป ต้องถูกสักที่หน้าผากหรือส่วนสำคัญของร่างกาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงให้คนภายนอกรู้ว่า เขาเคยเป็นนักโทษหรืออาชญากรมาก่อน จะได้มีความระมัดระวัง ตระหนักถึงภัยที่จะมาถึงตัว นั่นคือการตีตราบาปหรือประทับตราในเชิงกายภาพแก่ผู้กระทำผิด ปัจจุบันแม้จะไม่มีการประทับตราแบบนี้หลงเหลืออยู่แล้ว แต่การประทับตราบาปลงบนจิตใจหรือความรู้สึกของผู้กระทำผิดก็ยังคงมีอยู่

          ทฤษฎีการประทับตรา (Labeling theory) เป็นแนวคิดหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อแนวทางการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการอาชญวิทยายุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้ว

โทษประหารชีวิต ยับยั้งอาชญกรรมได้จริงหรือไม่?

          โดยปกติ โทษอาญาที่ใช้ลงแก่ผู้กระทำผิดมี 5 ประการ คือการประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน โทษประหารชีวิต ถือเป็นโทษสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้ที่ถูกพิพากษา ต้องถูกทำให้เสียชีวิตตามวิธีที่กำหนดไว้ในกระบวนการยุติธรรม การลงโทษประหารชีวิตในอดีต จะมีอยู่หลายวิธี แล้วแต่ลักษณะความผิดที่กระทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้คนเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้ากระทำความผิด เช่น การตัดศรีษะ การเผาทั้งเป็น การขุดหลุมฝังทั้งเป็น หรือการทรมานจนกว่าจะตายด้วยวิธีการอื่นๆ   ในปัจจุบัน ทั่้วโลกได้เปลี่ยนแปลงแนวคิดด้านการลงโทษ จากการลงโทษเพื่อเป็นการแก้แค้นแทนเหยื่อมาสู่การลงโทษเพื่อการระงับยับยั้งมิให้บุคคลนั้นก่ออาชญากรรมขั้นในสังคมได้อีก โทษประหารชีวิตจึงมุ่งเน้นวิธีการที่การทำให้ผู้ถูกลงโทษเสียชีวิตอย่างสงบ รวดเร็ว และดูไม่โหดร้ายเป็นหลัก การประหารชึวิตที่เป็นหลักในปัจจุบัน จึงมีอยู่ 5 วิธีด้วยกัน ได้แก่          

อธิการบดี มสธ.เข้าอวยพรปีใหม่

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2554 เวลา 09.00 น.  รศ.ดร.ปราณี สังขะตะวรรธน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และคณาจารย์ ได้เข้าอวยพรปีใหม่ พ.ต.อ. สุชาติ  วงศ์อน้นต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์…

สพน.ทำบุญปีใหม่

23 ธันวาคม 2554 ข้าราชการและลูกจ้างสำนักพัฒนาพฤตินิสัย ร่วมกันปฏิบัติสมาธิภาวนา  ทำบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ เนื่องในเทศกาลปีใหม่  พร้อมทั้งกิจกรรมสันทนาการ (กีฬา) ในช่วงเย็น